มีอยู่จริงหรือเปล่า คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
หลายคนอาจสงสัยว่าพญานาคนั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า บ้างก็ว่าเชื่อ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่ที่น่าแปลกคือทุกยุคทุกสมัย ยังมีข่าวการพบเจอสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพญานาคอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นรอยขนาดใหญ่ริมโขง หรือปรากฏการณ์ลูกไฟที่ยังหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนยอมรับได้ไม่เจอ
ลุงไม่ได้จะมาตัดสินว่าจริงหรือไม่จริง เพราะนั่นเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่สิ่งที่ลุงมองว่าน่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมความเชื่อเรื่องพญานาคถึงอยู่มาได้นานขนาดนี้ ทั้งข้ามยุคสมัย ข้ามวัฒนธรรม และข้ามพรมแดน
วันนี้ลุงจะพาหลานย้อนไปดูตำนาน ความเชื่อ และเรื่องราวของพญานาคให้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยรวบรวมมาครับ
จุดกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาค
ตามตำราโบราณมักตีความกันว่าความเชื่อเรื่องนาคนั้นเก่าแก่มาก เก่ากว่าพุทธศาสนาเสียอีก สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาทำให้งูชุกชุม และเพราะงูมีพิษร้ายแรง มนุษย์ในยุคนั้นจึงยกให้งูเป็นสัตว์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ จากนั้นความเชื่อนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผสมผสานกับตำนานท้องถิ่นของแต่ละดินแดนจนกลายเป็นเรื่องเล่าที่หลากหลายแต่มีแก่นร่วมกัน
ในฝั่งตะวันตก งูใหญ่มักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย แต่ในโลกตะวันออกนั้นตรงกันข้าม พญานาค มังกร งูใหญ่มีหงอน ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และความอุดมสมบูรณ์
ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อ
ตามคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงซึ่งเป็นวรรณคดีพุทธศาสนาสมัยสุโขทัย มีการบรรยายพญานาคไว้ว่า
- รูปร่าง — ลักษณะคล้ายงูใหญ่ มีหงอน ดวงตาสีแดง เกล็ดหลายสีขึ้นอยู่กับตระกูลและบารมี
- จำนวนเศียร — นาคตระกูลธรรมดามีเศียรเดียว ยิ่งบารมีสูงก็ยิ่งมีเศียรมากขึ้นเป็น 3, 5, 7 และ 9 เศียร
- ที่อยู่ — อาศัยอยู่ใต้ดินลึกลงไป 1 โยชน์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังวิจิตรพิสดาร 7 ชั้น
- การกำเนิด — มีทั้งเกิดบนบกและในน้ำ เกิดได้ทั้งจากครรภ์และจากไข่
- การแปลงร่าง — แปลงเป็นมนุษย์ได้ แต่มี 5 สภาวะที่ต้องปรากฏร่างงูเสมอ คือ ขณะเกิด ลอกคราบ สมสู่กัน นอนหลับ และตาย
4 ตระกูลแห่งพญานาค
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตำนานพญานาคคือการแบ่งตระกูล ซึ่งแต่ละตระกูลมีลักษณะและบทบาทต่างกัน

ตระกูลวิรูปักษ์ — นาคผิวทอง ชั้นสูงสุด
นาคตระกูลนี้มีผิวกายสีทอง ถือกำเนิดแบบโอปปาติกะ คือเกิดขึ้นเองแล้วโตเลย มีบุญบารมีสูงสุดในบรรดาตระกูลทั้งหมด มักถูกจัดอยู่ในชั้นเทพ ต้นตระกูลคือ ท้าววิรูปักษ์ หนึ่งในจตุโลกบาลผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก พญานาคในตระกูลนี้ที่คนรู้จักกันดีคือ พญามุจลินท์นาคราช ผู้แผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าในคืนฝนตก

ตระกูลเอราปถะ — นาคผิวเขียว ใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด
นาคผิวสีเขียวมรกต เป็นตระกูลที่พบได้มากที่สุดและใกล้ชิดมนุษย์มากที่สุด ชอบขึ้นมาเที่ยวโลกมนุษย์จนเกิดตำนานรักมากมาย หากบำเพ็ญเพียรจนมากบารมีก็สามารถแผ่เศียรได้ถึง 9 เศียร พญานาคตระกูลนี้ที่คนไทยคุ้นชื่อดีคือ พญาศรีสุทโธนาคราช แห่งวังนาคินทร์คำชะโนด

ตระกูลฉัพพยาปุตตะ — นาคเกล็ดสีรุ้ง หายากที่สุด
นาคตระกูลนี้มีเกล็ดสีรุ้ง อาศัยอยู่ในบาดาลหรือป่าลึก มีอิทธิฤทธิ์มากแต่พบได้ยากเพราะมักอยู่ในที่ลับ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ พญาภุชงค์นาคราช นาคราชประจำองค์พระศิวะเทพ

ตระกูลกัณหาโคตมะ — นาคผิวดำ ผู้เฝ้าสมบัติ
นาคผิวสีดำนิล มักมีหน้าที่เฝ้าสมบัติของเมืองบาดาล ถึงจะเกิดในตระกูลที่ต่ำสุด แต่หากบำเพ็ญเพียรก็สามารถขึ้นเป็นพญานาคชั้นปกครองได้ พญานาคตระกูลนี้ที่รู้จักกันดีคือ องค์ดำแสนสิริจันทรานาคราช กษัตริย์นาคราชผู้มีอายุเก้าหมื่นปี
กษัตริย์นาคา 9 พระองค์ ผู้ปกครองพิภพบาดาล
ตามตำนานกล่าวว่ามีนาคกษัตริย์ปกครองพิภพบาดาลอยู่ 9 พระองค์ ลุงขอเล่าให้ฟังพอสังเขป
| พระองค์ | ลักษณะเด่น |
|---|---|
| พญาอนันตนาคราช | ราชาแห่งนาคทั้งปวง มี 1,000 เศียร เป็นบัลลังก์พระนารายณ์ |
| พญามุจลินท์นาคราช | นาค 7 เศียร ผู้แผ่พังพานปกพระพุทธเจ้า |
| พญาภุชงค์นาคราช | นาคราชประจำองค์พระศิวะ ผิวเทา หงอนแดง |
| พญาศรีสุทโธนาคราช | นาค 9 เศียร ผิวเขียวมรกต ผู้สร้างแม่น้ำโขง |
| พญาศรีสัตตนาคราช | นาค 7 เศียร กษัตริย์แห่งพญานาคฝั่งลาว |
| พญาเพชรภัทรนาคราช | นาคผิวสีเงิน หงอนแดง โอรสแห่งอนันตนาคราช |
| พญานาคดำแสนศิริจันทรานาคราช | นาคตระกูลกัณหาโคตมะ อายุเก้าหมื่นปี |
| พญายัสมัญนาคราช | เอกในด้านการรบ ได้รับวิชาจากเทพแห่งสมุทร |
| พญาครรตะศรีเทวานาคราช | นาคผิวทอง 9 เศียร ปราชญ์นักรบ ชอบจำศีลวิเวก |
พญานาคกับพุทธศาสนา
ความสัมพันธ์ระหว่างพญานาคกับพุทธศาสนานั้นลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด
สมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่จะเล่าว่า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสด็จไปประทับใต้ต้นจิก “มุจลินท์” อยู่ถึง 7 วัน ระหว่างนั้นมีฝนและลมหนาวตลอด พญามุจลินท์นาคราชจึงขึ้นมาวงพระกายด้วยขด 7 รอบและแผ่พังพานปกป้องพระองค์ไว้ นี่คือที่มาของ พระพุทธรูปปางนาคปรก ที่เห็นกันในวัดทั่วไทย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าพญานาคตนหนึ่งศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้าจึงแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวช แต่เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉานจึงบวชไม่ได้ เป็นที่มาของคำว่า “นาค” ที่ใช้เรียกผู้ที่กำลังจะบวชเป็นพระจนถึงทุกวันนี้
พญานาคในความเชื่อแต่ละภูมิภาค
ภาคเหนือ
ตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของล้านนาเล่าว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคได้แปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้ปกครองด้วยทศพิธราชธรรม จากนั้นก็ขึ้นมาสร้างคูเมืองในยามค่ำคืน เมืองนั้นต่อมากลายเป็น แคว้นโยนกนคร ต้นวงศ์ของพญามังรายผู้ก่อกำเนิดอาณาจักรล้านนา
ภาคอีสานและลุ่มน้ำโขง
ที่นี่คือดินแดนที่ความเชื่อเรื่องพญานาคแน่นแฟ้นที่สุด ผู้คนริมโขงเชื่อว่าแม่น้ำโขงกำเนิดจากการแถตัวของพญานาคนั่นเอง มีตำนานเล่าว่า พญาศรีสุทโธนาคราช ผู้เป็นคนใจร้อนพาบริวารอพยพออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออก คดโค้งไปตามภูเขา จนกลายเป็นแม่น้ำโขงที่คดเคี้ยวที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
นอกจากนี้ชาวนาในแถบนี้ก่อนจะแรกไถนายังต้องดูทิศที่ควายจะหันหน้า เพื่อไม่ให้ทวนเกล็ดนาค มิฉะนั้นการทำนาจะเกิดอุปสรรค
เรื่องเล่าจากโพนพิสัย — คืนที่หญิงสาวหายไปสู่เมืองบาดาล
มีการเล่าต่อกันในหมู่ผู้เฒ่าที่โพนพิสัย จ.หนองคาย ว่าครั้งหนึ่งมีหญิงสาวลงมาตักน้ำที่หาดทรายริมโขง แล้วก็หายไปนานถึง 7 วัน จนชาวบ้านทำบุญอุทิศกันว่าตายแล้ว
แต่แล้วในคืนที่มีงานสมโภช หญิงสาวก็ปรากฏตัวขึ้นมา เล่าว่าตนถูกพาลงไปเมืองบาดาล เห็นเมืองที่มีดินมีบ้านเรือนเรียงรายเหมือนโลกมนุษย์ ชาวเมืองนุ่งผ้าแดงทุกคน ท้องฟ้าเป็นสีน้ำตาลขุ่นเหมือนสีน้ำ และชาวเมืองบาดาลนั้นก็จำศีลปฏิบัติธรรมช่วงเข้าพรรษาเช่นเดียวกับมนุษย์
เรื่องราวจบลงอย่างน่าเศร้า เพราะอีก 7 วันหลังกลับมา หญิงสาวก็เจ็บป่วยและเสียชีวิต ลุงเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงแค่ไหน แต่มันถูกเล่าสืบต่อกันมาในย่านนั้นจนถึงทุกวันนี้
บั้งไฟพญานาค ปรากฏการณ์ที่ยังไม่มีคำตอบ
ทุกปีในคืนวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 บริเวณแม่น้ำโขงแถบ จ.หนองคาย และบึงกาฬ จะเกิดปรากฏการณ์ ลูกไฟสีแดงลอยขึ้นเหนือน้ำ เงียบงัน ไม่มีเสียง ไม่มีควัน แล้วก็ดับหายไปในอากาศ
สิ่งที่น่าสังเกตคือปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเฉพาะแถบโพนพิสัยเท่านั้น แม้จะมีพื้นที่ริมโขงอีกหลายจุดก็ไม่เคยเกิด ชาวพุทธที่ศรัทธาเชื่อว่านี่คืออิทธิฤทธิ์ของพญานาคที่จุดบั้งไฟถวายพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ส่วนนักวิทยาศาสตร์ก็ยังถกเถียงกันไม่จบ ว่ามันคือแก๊สมีเทนจากพื้นแม่น้ำ หรือยังมีคำอธิบายอื่นที่ยังหาไม่เจอ
ลุงมองว่าปรากฏการณ์แบบนี้แหละที่ทำให้ความเชื่อเรื่องพญานาคยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่มีสิ่งที่มองเห็นได้จริง ๆ อยู่ตรงหน้า
พญานาคกับงานศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย
ลุงมองว่าอีกมิติหนึ่งที่คนมักมองข้ามคือพญานาคในงานช่างไทย เราเห็นท่านอยู่ทุกที่โดยไม่รู้ตัว
- นาคสะดุ้ง — ทอดลำตัวยาวตามราวบันไดโบสถ์
- นาคลำยอง — ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง
- นาคเบือน นาคทันต์ — ประดับตามส่วนต่าง ๆ ของอาคารศาสนสถาน
- พระพุทธรูปปางนาคปรก — สัญลักษณ์ของการปกป้องและความศรัทธา
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าพญานาคไม่ได้อยู่แค่ในตำนาน แต่อยู่ในสายเลือดของงานสร้างสรรค์ไทยมาตลอด
หลานลองคิดดูนะครับ ความเชื่อเรื่องพญานาคมันอยู่มาได้หลายพันปี ข้ามวัฒนธรรม ข้ามพรมแดน และยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ ไม่ว่าจะในรูปของบั้งไฟที่หนองคาย รูปสลักที่หัวบันไดวัด หรือแม้แต่คำว่า “นาค” ที่เราใช้เรียกคนจะบวช
จะเชื่อมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ใคร แต่ลุงมองว่าสิ่งที่ควรเก็บเอาไว้จากตำนานเรื่องนี้คือแก่นความคิดที่ซ่อนอยู่ นาคเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ของน้ำ ของความอุดมสมบูรณ์ และของการที่มนุษย์พยายามทำความเข้าใจกับพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองมาตลอดทุกยุคทุกสมัยครับ
บทความนี้รวบรวมจากตำนาน คัมภีร์โบราณ และความเชื่อที่สืบทอดกันมา นำเสนอในเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ความเชื่อ ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
